จากใจ นัท มีเรีย

posted on 01 Oct 2009 13:41 by nat-myria

ความทุกข์มักมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้อยู่เสมอ จากใจ นัท มีเรีย
ตลอดระยะเวลา 20 ปี ในวงการบันเทิง เชื่อว่าหลายคนคงเห็นพัฒนาการของนักร้องสาว "นัท-มีเรีย เบเนเดตตี้" อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการแสดง และงานเพลง จวบจนวันนี้เธอมีผลงาน อัลบั้มเพลงหมายเลข 7 "เกทอัพ บิวตี้ฟูล" ที่มาพร้อมๆ กับภาพสาวเซ็กซี่ ไม่เพียงแต่เรื่องงานเท่านั้นที่เธอถูกจับตามอง เรื่องความรักในปัจจุบันของนักร้องชื่อดัง ก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนมาตลอดเช่นกัน รวมไปถึงหลายคนก็รอลุ้น ว่าเธอจะมีโอกาสกลับไปรีเทิร์นกับอดีตสามี "เต๋า-สมชาย เข็มกลัด" หรือไม่ วันนี้ บันเทิง "คม ชัด ลึก" มีคำตอบ เรื่องงานในวงการ อัลบั้มนี้ใช้เวลานานแค่ไหน นัท : ชุดนี้ใช้เวลาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วหลังจากจบละครเวที "ฟ้าจรดทราย" นัทก็จะเน้นดูแลคุณแม่ที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ก็น่าจะใช้เวลาทำอัลบั้มเกือบปี อัลบั้มนี้จะเป็นวาไรตี้ป๊อปโซล เป็นการรวมเพลงหลายๆ แนวมาใส่ในอัลบั้มชุดนี้ แต่ละเพลงจะมีแนวเพลงไม่เหมือนกัน จะมีกลิ่นอายของแจ๊สเข้ามาบ้าง มีออกแนวฮิพฮอพนิดหน่อย แล้วก็ยุค 70 เพลงมันวาไรตี้จริงๆ ส่วนโซล จะเป็นการร้องของคนผิวดำ คือเทคนิคการร้องเราจะเปลี่ยนไป ณ วันนี้ อัลบั้มที่ 7 ยากขึ้นไหม นัท : มันก็ไม่ได้ยากมากมันยากในช่วงแรกๆ ว่าเราจะไปทิศทางไหน แต่เราก็คงไม่เปลี่ยนไปแดนซ์จ๋า หรือร็อก ที่ไม่ใช่เรา ยังคงอยู่ในแนวป๊อป แต่มันยากในแนวคอนเซ็ปต์มากกว่า ซึ่งนัทก็ให้ข้อมูลของตัวเองไป อย่างเพลง "หากบังเอิญรักเดินผ่านมา" มันตรงที่สุด เพราะเราเป็นคนโสดไม่มีใคร อยู่ได้ ไม่ได้ซีเรียสอะไร ไม่ได้หวังอะไร แต่ก็หวังกับลม ท้องฟ้าหน่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องความรัก แต่ไม่ได้เสาะหา บังเอิญรักเดินผ่านมาก็อย่าเดินผ่านไป ก็เข้ามาทักกันหน่อย (ยิ้ม) ชุดนี้มีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง นัท : ชุดนี้มีการพัฒนาของการร้อง เพลงช้าก็ไม่ได้ร้องง่ายเท่าไร แต่เราก็ชอบ เพราะเรามีส่วนร่วมในการดีไซน์เสียงร้องเอง พี่อ้อม (ชุมพล สุปัญโญ) เขาก็จะบอกว่า เอ้า...ไหนขายของสิมีอะไรบ้าง เสื้อผ้าหน้าผม ก็มีส่วนช่วยคิดบ้าง อย่างเรื่องชุดก็ให้เซ็กซี่พอประมาณ ไม่ได้หวือหวาจนไม่ใช่ตัวเรา อัลบั้มนี้เซ็กซี่มาก ถือว่าเป็นการเปลี่ยนลุคไปเลยไหม นัท : ไม่ได้เปลี่ยนลุคหรอก ภาพเหล่านี้คนเคยเห็นนัทแล้วล่ะ ตามแผงหนังสือ เพียงแต่มันยังไม่เคยอยู่ในอัลบั้ม พอเข้าไปอยู่ในอัลบั้ม คนก็จะคิดว่า อุ๊ย...ทำไมเซ็กซี่จัง คนอาจจะลืมไปว่าเราเคยถ่ายนิตยสารแล้ว เพียงแต่อัลบั้มนี้เราให้ดูแปลกจากอัลบั้มอื่นบ้าง การเป็น"นัท-มีเรีย" ทุกวันนี้กดดันไหม นัท : ก็มีบ้างนิดหน่อย คือจะทำอะไรก็มีคนจับตามองเรา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไร โดยเฉพาะเรื่องความรัก อย่างในแง่ของแฟนหรือคู่ เราก็ไม่รู้ บางคนเขาอาจจะไม่กล้าเข้ามา ถามว่าการเป็นนัทมันยากไหม มันก็ไม่ได้ง่าย เพราะมันไม่ใช่คนเดียวที่วิจารณ์ตัวเรา แต่มีคนพิจารณาเยอะ ที่ผ่านมาไม่มีข่าวในแง่ลบเท่าไร นัท : คือเราก็เป็นตัวเรา เราไม่ได้สังคมจัดอะไร นานๆ ออกไปเที่ยว อาจจะเป็นเพราะเราไม่ใช่คนสังคม ก็เลยไม่มีอะไรตรงนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงานมากกว่า โดยนิสัยส่วนตัวมีโลกส่วนตัวด้วย แต่ไม่ใช่ไม่ไปไหนนะ นัทก็ไป เข้าสู่วงการมาตั้งแต่เด็ก ณ วันนี้ มองวงการบันเทิงอย่างไรบ้าง นัท : นัทเข้ามา 20 ปีแล้ว ก็ดีนะ นัทเข้าวงการมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่อายุ 13 เรียนรู้ไปเรื่อยๆ มาแบบชิลๆ ก็คิดว่าวงการนี้ให้อะไรดีๆ กับนัทเยอะ ให้ชื่อเสียง การงาน การเงิน ที่สำคัญมีคนรัก มีคนให้ความสำคัญกับเรา มีแฟนเพลง มีแฟนคลับ ที่เขาไม่ใช่ญาติพี่น้องเรา แต่เขาชื่นชมเรา เขาเห็นเราเป็นไอดอล เราก็มีค่าแล้วนะ เราก็ต้องดูแลตรงนี้ให้ดี เพราะการที่คนๆ หนึ่งรักเรา มีแต่ให้เรา สิ่งที่เราให้กลับไปคือการที่เราร้องเพลง เล่นละครให้เขาดู มันเหมือนพึ่งพาซึ่งกันและกัน อย่างข่าวที่มีทั้งดีและไม่ดี นัทก็ถือว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บางคนเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก งานเราก็มีมาต่อเนื่อง วงการก็ให้อะไรหลายๆ อย่างแก่เรา ทั้งแง่ดีและไม่ดี แต่เราก็อยู่มาได้ ด้วยความที่เรารักวงการนี้เหมือนกัน เป็นไอดอลแบบนี้กดดันไหม นัท : เขาเห็นเราเป็นไอดอลในการทำงาน บางคนก็บอกว่าอยากเป็นนักร้อง เราก็ให้กำลังใจเขา หรือการใช้ชีวิตในบางมุม ก็ดีใจที่เป็นกระจกสะท้อนให้เขาได้เห็นมุมตรงนี้ของเรา อะไรที่ดีก็เอาไปเป็นตัวอย่าง อะไรที่ไม่ดี ก็อย่าเอาไปเป็นตัวอย่าง กดดันมั้ย นัท : ไม่หรอก เพราะนัทเองก็มีสิทธิ์ที่จะพลาดได้ เพราะนัทไม่ได้บอก ว่าตัวเองทำอะไรถูกไปซะหมด ยังมี รัก โลภ โกรธ หลง ในฐานะเป็นนักแสดงรุ่นพี่ มองดารารุ่นใหม่ที่คิดว่าการเป็นข่าวทำให้ตัวเองดังอย่างไร นัท : มันก็มีส่วน คือตอนนี้มันเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าต้องมีข่าว ต้องมีกระแส ไปในทางที่ไม่ดีด้วยซ้ำ ถึงจะมีชื่อเสียง อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เยอะๆ อาจจะเป็นที่นิยมระดับหนึ่ง แต่ไม่ยาวนานมาก หรืออาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ เพราะฉะนั้นนานาจิตตัง ถ้าเราอยู่ด้วยฝีมือ คุณมีความรับผิดชอบต่องาน รักงาน คนก็รักคุณ ยิ่งถ้าคุณมีฝีมือ คนก็ยิ่งรัก มีงานต่อเนื่อง ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้มันดีทั้งสองอย่าง ทั้งฝีมือ และประพฤติตัวเองให้ดีที่สุด จะได้อยู่ในวงการยาวๆ ต้องยอมรับว่าสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตนัท ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง มันไม่ได้อยู่ตลอด สิ่งที่อยู่ไปตลอดคือความดี และสัมมาคารวะ แล้วให้เกียรติกับคนทำงาน นั่นคือน้องๆ จะได้อยู่กันไปนานๆ จริงๆ เราอย่าไปยึดติดกับชื่อเสียง เราก็ต้องแก่ขึ้น ไม่ใช่เราจะเป็นนัทนัมเบอร์วันตลอดเวลา เราก็ต้องคิดว่าเป็นตัวเราดีที่สุด ถ้าเราจะดร็อปไปนิดหนึ่ง ก็ไม่เห็นจะเป็นไร มันเป็นจังหวะของแต่ละคนมากกว่า แหม...ใครจะมาหน้าตึง เป็นนางเอกไปตลอด แต่ความดีกับความสามารถมันยังคงอยู่ ชีวิตครอบครัว ตอนนี้อาการคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง นัท : ตอนนี้อาการคุณแม่คงที่ทรงตัว ไม่มีอาการที่ไม่ดี แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นมาก แต่นัทว่าดีขึ้นมากในด้านจิตใจมากกว่า เขาไม่ได้หงุดหงิดเหมือนเมื่อก่อน เขาอาจจะสบายขึ้น แล้วเราก็ได้ดูแลเขาอยู่เรื่อยๆ ความสบายใจเขาก็มี แล้วมีข่าวดีว่าลดยาความดันไปแล้ว ไม่ต้องใช้ยาความดันแล้ว คุณแม่ก็น่าจะดีขึ้น แต่ว่าในแง่การจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ยังเป็นความหวังของนัทอยู่ แต่คุณหมอก็ไม่ได้ให้ความหวังขนาดนั้น นัทอยากให้ดีที่สุดในแต่ละวันดีกว่า พยายามมีเวลาให้เขา แต่ช่วงนี้มีอัลบั้มใหม่ นัทก็อาศัยโทรศัพท์หาเขา รู้ว่าควรจะโทรไปช่วงไหน นัทดูจะสนิทกับคุณแม่มาก นัท : ชีวิตในวัยเด็กนัทเป็นครอบครัวที่อบอุ่น คุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยกัน เราเป็นลูกคนเดียว ก็อาจจะมีเหงาบ้าง เพราะไม่มีเพื่อนเล่นเท่าไร คือคุณแม่ใจดี ดุด้วย คือถ้าเราดื้อก็ตีเหมือนกัน แต่เป็นคนมีเหตุผล ไม่ใช่เป็นแม่ที่โอ๋ลูก สอนให้เราช่วยเหลือตัวเอง ตอนเด็กๆ ก็จะมีรถโรงเรียนมารับ แต่พอตอน ป.5 ก็ให้ขึ้นรถเมล์เอง ถึงจะเป็นลูกคนเดียว ก็ให้ช่วยเหลือตัวเอง ส่งให้ไปเรียนเมืองนอก แรกๆ ส่งเงินไป หลังๆ ก็แกล้งไม่ส่ง ให้นัททำงานเอง คือเขาจะมีวิธีการสอนเรา นัทคุยกับแม่ได้ทุกเรื่อง หลายคนมองว่าทุกอย่างนัทเพอร์เฟคท์ ยกเว้นเรื่องความรัก นัท : นัทว่าเป็นเรื่องปกติ จริงๆ รูปร่างหน้าตาการงานที่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็ไม่เสมอไป คนเราจะดีครบไปทุกด้านมันก็ไม่ได้ ในเรื่องความรักของนัทที่ผ่านมาที่มันไม่แฮปปี้ จริงๆ ก็มีช่วงที่แฮปปี้ตั้งเยอะนะ แค่มันแต่งงานแล้วก็ต้องเลิก มันเป็นเรื่องสัจธรรมของมนุษย์ นัทมองเป็นเรื่องปกติแล้ว ไม่ใช่เรื่องแย่ในชีวิต เราแค่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง แต่หลังจากที่เราผ่านช่วงนั้นมาได้ เราก็ยังมีอะไรมาทดแทน ยังมีแม่ มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีคนที่รักเราอีกตั้งเยอะ ไม่ใช่เรื่องหลักในชีวิต เราก็อยากมีความรักที่สมบูรณ์ ถ้าเรื่องงานสมบูรณ์ เรื่องรักสมบูรณ์ ก็คงเป็นโชคดี แต่น้อยคนที่จะเป็นอย่างนั้น ขนาดพระพุทธเจ้ายังไม่สมหวังในทุกเรื่องเลย แสดงว่าไม่ได้มองว่าชีวิตคู่ตัวเองล้มเหลว นัท : ไม่ได้คิดว่าชีวิตคู่ตัวเองล้มเหลว แค่คิดว่ามันเป็นเรื่องสัจธรรม มีเจอก็ต้องมีจาก แต่มันจะจากเร็วหรือช้า หรือจากแบบไหน เมื่อถึงวันที่ต้องเลิกกันไป สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือเราจะจดจำสิ่งที่ดีของเขา หรือของเราได้ แล้วนำมาทำให้มีความสุขแก่ตัวเอง เพื่อที่เราจะไม่ทุกข์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันทุกข์ไปแล้ว ถ้าไปคิดเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมา ก็ไม่มีความสุขสักที นัทก็เลยเลือกที่จะจำในเรื่องที่ดีของเราที่ผ่านมามากกว่า กลายเป็นเพื่อนกันได้ มันดีกว่าที่เป็นแฟนกันอีก มันไม่มีข้อแม้ หรือกฎกติกาอะไร หากย้อนเวลากลับไปได้ อยากแก้ไขอะไรในอดีตบ้างไหม นัท : ไม่อยากย้อนอะไรทั้งสิ้นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องจริง ต่อให้แก้ได้ก็ไม่แก้ เพราะมันถูกจัดวางอะไรที่ลงตัวแล้ว ถ้ามันไม่มีเหตุการณ์วันนั้น เราก็คงไม่แข็งแรง คนเราต้องเจอเรื่องอะไรอีกตั้งเยอะ ถ้าเราผ่านมันไปไม่ได้ ก็คงไม่ได้ มันก็เป็นบทเรียนที่ดีด้วย ความทุกข์หรือสิ่งที่ล้มเหลว มันมักจะมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้อยู่เสมอ ได้บทเรียนอะไรจากเรื่องที่ผ่านมาบ้าง นัท : ได้บทเรียนจากสิ่งที่ดีทำให้เรามีสติมากขึ้น มันมีมุมดีด้วย ไม่ใช่มุมแย่อย่างเดียว ทำให้เราโต เข้าใจอะไรมากขึ้น แล้วก็ทดสอบความคิดตัวเราเอง ถ้ามีอะไรร้ายๆ ถ้าเรามัวแต่ไปเครียด กลุ้ม มันก็จะมีความทุกข์มาก มันก็กลายเป็นการที่เราทำร้ายตัวเอง คือเราไม่ใช่คนเดียวที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ความรักของคนโสด ณ ตอนนี้ ชินกับคำว่า "ม่าย" หรือยัง นัท : นัทชินแล้ว เพราะมันไม่เป็นอะไรที่เสียหาย แค่เราขำๆ ตอนเด็กๆ เราไม่คิดว่าเราจะใช้คำนี้ พอมาใช้ โอเคเขาให้เกียรติเรา ไปในทางที่ดี ใช้คำว่า ม่ายสาวพราวเสน่ห์ ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร คนแต่งงานไป แล้วเลิกกัน ก็เป็นม่ายจริงๆ แต่เราก็ยังเป็นเรา เป็นเหมือนเดิมอยู่ นัทว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร มีกฎหมายใหม่ให้คนเป็นม่ายเปลี่ยนมาใช้คำนำหน้าเป็น "นางสาว" ได้แล้ว นัทจะกลับไปใช้หรือเปล่า นัท : อ๋อ...ไม่เปลี่ยนไม่คิดจะเปลี่ยนด้วย เพราะคนเขาก็รู้แล้วว่าเราแต่งงาน มันก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นนางสาวอะไรแล้วล่ะ เป็นนางก็โอเคแล้วล่ะ เพราะมันวุ่นวายเรื่องเอกสารต้องเปลี่ยนเยอะ นัทเปลี่ยนมาหลายรอบแล้ว เปลี่ยนจากนามสกุลเดิม มาเป็นนามสกุลเขา แล้วก็เปลี่ยนจากนามสกุลเขา กลับมาเป็นนามสกุลเรา แล้วหากต้องมาเปลี่ยนจากนางเป็นนางสาวอีก โอ๊ย...มันหลายรอบ มันเหนื่อย (หัวเราะ) ทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่คำนำหน้าหรอก ผ่านความรักไม่สมหวัง ณ วันนี้ มุมมองความรักเปลี่ยนไปไหม นัท : นัทก็ยังมองว่าความรักเป็นสิ่งที่ดี มันก็มีสุขและความทุกข์ปะปนกัน เชื่อพระพุทธเจ้าเลย ว่าความรักคือความทุกข์ มันเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของความทุกข์ แต่เราจะเลือกที่จะมีความสุขหรือความทุกข์แบบไหน ถ้าเราไปจมกับความทุกข์ มันก็ทำให้เราทุกข์อยู่เรื่อยไป แต่ ณ วันนี้ นัทยังไม่มีใคร เพราะไม่อยากก้าวเข้าไปหาทุกข์หรือเปล่า นัท : ไม่เชิงหรอก เพียงแต่ไม่เจอหรือไปศึกษาใครมากมาย เพราะเราไม่มีเวลา เราไม่ชอบออกไปไหน ทำงานเสร็จกลับบ้าน ไปดูแลแม่ แต่ถ้าวันหนึ่งถึงเวลาของเรา ยังโชคดีเรื่องนี้อยู่ เราอาจจะเจอคนที่ใช่ในวันที่เหมาะสมก็ได้ มีคนบอกว่าเป็นม่ายแล้วมักจะเนื้อหอม แสดงว่าต้องมีหนุ่มๆ เข้ามาบ้าง นัท : มันก็มีบ้างแต่ไม่ได้ล้นหลาม อย่างที่บอกว่าไม่ได้เจอใคร ก็ปล่อยเป็นเรื่องของธรรมชาติดีกว่า ไม่ได้เร่งรัดอะไร ใครถามว่าเปิดรับไหม ก็ไม่ได้ปิด แต่ไม่ได้โอ้โห...เปิดเต็มที่ เราก็ยังมีความกลัวอยู่ลึกๆ ด้วย ตัวเองไม่อยากผิดหวังบ่อยๆ ไม่ได้เข็ด คือคนก็จะจับตามองเรา คนนี้จะใช่หรือไม่ใช่ เราไม่ได้พิจารณาคนเดียว แต่จะมีคนช่วยพิจารณาเยอะ (หัวเราะ)